
เรียกได้ว่าเทรนด์การออกกำลังในสมัยนี้กำลังบูมมากเลยทีเดียว เห็นได้ชัดจากการที่คนหันมาเข้าฟิตเนสเยอะ รวมถึงมีการจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวให้มาดูแลรูปร่างกันมากขึ้น ทว่าในความเป็นจริงเทรนเนอร์บางคนอาจไม่มีประสบการณ์และความรู้มากพอที่จะสอนเทคนิคการออกกำลังที่ถูกต้อง แต่คนส่วนใหญ่คงดูไม่ออก เราจึงนำข้อสังเกต 10 อย่างเพื่อเช็กว่าเทรนเนอร์ส่วนตัวของคุณเหมาะที่จะสอนคุณหรือไม่ ?
หากคุณไปเจอเทรนเนอร์ที่พิจารณารูปร่างของคุณโดยไม่ถามข้อมูลส่วนตัวก่อน เช่น เคยออกกำลังแบบไหนมาบ้าง มีอาการบาดเจ็บตรงไหนมาก่อนหรือเปล่า รวมถึงโรคประจำตัว อะไรประมาณนี้ แล้วคิดไปเองว่าคุณควรฝึกแบบนั้นแบบนี้ นั่นแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพของเทรนเนอร์เอาเสียเลย เพราะลูกค้าแต่ละคนย่อมมีเงื่อนไขเฉพาะตัวที่แตกต่างกันอยู่แล้ว เอาเป็นว่าบอกลาไปเลยดีกว่า เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะเสียเงินฟรีน่ะสิ

- ให้ฝึกหนักตั้งแต่ครั้งแรก
ไม่ว่าจะเป็นการฝึกแบบกลุ่มหรือเดี่ยว ถ้าคุณเพิ่งเริ่มออกกำลังได้ไม่นาน (หรือไม่เคยเลย) เทรนเนอร์ที่ดีจะวิเคราะห์สภาพร่างกายคุณก่อนเสมอ เพื่อเช็กว่าพร้อมฝึกในระดับไหน แต่หากเจอเทรนเนอร์ที่ให้ออกกำลังแบบเต็มสตรีมตั้งแต่วันแรกเลยละก็ แปลว่าเขาไม่ได้ให้ความสนใจคุณเลยแม้แต่น้อย เพราะการฝึกหนักในครั้งแรก อาจทำให้บาดเจ็บจนต้องพักยาวเลยก็เป็นได้
- ไม่ให้เวลาพักที่เพียงพอ
เนื่องจากร่างกายของคนเราต้องการเวลาพักระหว่างการออกกำลัง เพื่อให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวและพร้อมที่จะฝึกต่อไปนั่นเอง ทว่าหากเทรนเนอร์ไม่ให้เวลาพักที่เหมาะสมละก็ นอกจากจะทำให้เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บแล้ว ยังส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่โตตามต้องการด้วย

- ชวนคุยมากเกินไป
หลายคนอาจจะคิดเป็นเรื่องดีที่ได้คุยกับเทรนเนอร์นาน ๆ ทว่าบางครั้งเขาดันชวนคุยเพลินจนหมดเวลาการฝึกไป แถมไม่ได้สนทนาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังอีกต่างหาก ซึ่งคุณอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ที่จริงแล้วไม่เป็นผลดีกับคุณเลย เพราะการพูดคุยหรือปรึกษาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นได้หรอกครับ
- ชอบเปรียบเทียบคุณกับลูกค้ารายอื่น
บางครั้งการที่เทรนเนอร์นำเล่าเคล็ดลับการฝึกของลูกค้ารายอื่นมาแชร์ให้คุณฟังอาจเป็นเรื่องดี เพราะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีฝึกรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น แต่เมื่อไรก็ตามที่เทรนเนอร์เปรียบเทียบการฝึกของคุณกับคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ทำได้ดีกว่า ก็อาจทำให้คุณหมดกำลังใจไปเลยก็ได้

- เล่นโทรศัพท์ในช่วงเวลาของการเทรนด์มากเกินไป
ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการออกกำลังกายบนสมาร์ทโฟนให้เลือกใช้มากมาย ถ้าเทรนเนอร์จะใช้งานแอพพลิเคชั่นเหล่านั้นกับคุณบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่หากเขาไม่สนใจคุณ เพราะติดแชทกับเพื่อนหรืออัพโซเชียลรัว ๆ ระหว่างการฝึกละก็ เท่ากับว่าคุณเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ให้กับเทรนเนอร์คนนี้
- เทรนเนอร์ที่สนใจตัวเองมากกว่าลูกค้า
ในฐานะที่คุณเป็นลูกค้า ก็ย่อมหวังว่าเทรนเนอร์จะช่วยให้คุณมีรูปร่างที่ฟิต แอนด์ เฟิร์มได้สักวันหนึ่ง แต่หากเทรนเนอร์ที่จ้างมากลับเอาแต่ฟิตหุ่นตัวเองมากเกินไป แทนที่จะคอยให้คำอธิบายในท่าต่าง ๆ จนคุณแทบจะไม่ได้ประโยชน์จากเขาเลย แสดงว่าถึงเวลที่ควรหาเทรนเนอร์คนใหม่ได้แล้ว

- เปลี่ยนตารางการฝึกบ่อยจนปรับร่างกายตามไม่ทัน
การเปลี่ยนแปลงตารางการออกกำลังกายอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง นับว่าเรื่องดี เพราะคุณจะได้ฝึกท่าใหม่ ๆ และเพิ่มความท้าทายให้กับการออกกำลังด้วย แต่ถ้าเทรนเนอร์เปลี่ยนตารางถี่มาก ๆ แบบรายวันหรือรายสัปดาห์ ก็อาจทำให้พัฒนาการไม่เป็นไปอย่างที่หวังก็เป็นได้
- ให้ฝึกแต่แบบเดิม ๆ จนน่าเบื่อ
แม้ว่าช่วงแรกของการฝึกกับเทรนเนอร์รายนี้จะดีแค่ไหน แต่ถ้าวันเวลาผ่านไปนานเท่าไร เขาก็ยังให้คุณฝึกแต่ท่าเดิม ๆ จนร่างกายคุ้นชิน ไม่ต้องฝืนขีดจำกัดของกล้ามเนื้อ ต่อให้เล่นต่อเนื่องนานนับปี สุดท้ายทุกอย่างยังเหมือนตอนเริ่มต้น
- ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่วางไว้
แม้ว่าจะทำตามที่เทรนเนอร์บอกทุกอย่าง เช่น การออกกำลังและการควบคุมอาหาร แต่เมื่อฝึกจนถึงจุด ๆ หนึ่งแล้ว คุณก็คาดหวังว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีกับตัวเองบ้าง แต่แล้วผลลัพธ์ที่ได้กับไม่เป็นไปตามที่หวัง บางทีอาจถึงเวลาที่คุณควรหาเทรนเนอร์คนใหม่เสียที
เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว หนุ่ม ๆ คนไหนที่จ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวอยู่ละก็ ลองสังเกตว่าเขาเป็นแบบนี้หรือไม่ ? ถ้าพบว่ามี ก็ควรคุยกันเพื่อหาทางแก้ไข แต่ถ้าปรึกษาแล้วยังเห็นต่างกัน นั่นแปลว่าคงถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนเทรนเนอร์แล้วล่ะครับ
ข้อมูลจาก cnn, iconnect360, lifehack